Saturday, June 22, 2013

บทความต่อไป --> แรงบันดาลใจ สู่ความสำเร็จ ลดน้ำหนัก ด้วยความมีวินัย กัดไม่ปล่อย เราคนไทยทำได้ :0)

สวัสดีครับ

   ผมคิดว่า นี่เป็นคลิปที่อาจจะทำให้ ใครบางคน น้ำตาไหล ยิ่งอ้วนๆ เหมือนคนในคลิป และ กำลังเดินอยู่ในเส้นทางเดียวกันกับเขา คุณทำได้ครับ


นี่เรียกว่า เป็นไปไม่ได้ อย่างนั้นหรือ?
คุณทำได้
ผมทำได้ 
ใครๆ ก็ทำได้

    เริ่มมันเสียแต่วันนี้ ไม่ว่าจะล้มเหลวมาสักกี่ครั้ง 

สวัสดีครับ
คุณบอลล์ 
:0) 
       

Tuesday, April 30, 2013

ยินดีต้อนรับ คนรักเพาะกาย



                                                      "ร่างกายแข็งแรงย่อมดีกว่า"


อย่าพลาดโอกาสนะครับ สำหรับ การได้เรียนรู้ เนื้อหาด้านการเพาะกาย

ไ่ล่เรียงมา 3 ปี 100 กว่าบทความอ่านกันฟรีๆ โดยคนที่เล่นเพาะกายจริงๆ 
คอลัมน์ด้านขวา ด้านล่าง มุม Blog Achive มีรายชื่อบทความรอคุณอยู่
ไม่ต้องจ่ายเงินแพงๆ ก็ฝึกเพาะกายเองได้ ที่บ้าน หรือ ยิม ตามใจคุณ
สวัสดี ครับ

คุณบอลล์ :0)

Monday, April 22, 2013

อุปกรณ์ต่อไปหลังมี ดัมบ์เบล ดีๆ แล้ว น่าจะเป็นตัวไหน ในทัศนะของผม

สวัสดีครับ คนรักการเพาะกายทุกท่าน

     ผมเคยเขียนแนะนำเรื่องการซื้อ เข็มขัดฝึกเพาะกาย ถุงมือ รวมทั้ง ดัมบ์เบล ไปแล้ว วันนี้ ขอแนะนำว่า สิ่งที่เราน่าจะมีไว้ครอบครองก็คือ ม้านั่งเพาะกายครับ ทำไมผมจึงแนะนำว่า ควรเป็นอุปกรณ์ประกอบการเพาะกาย ที่เราควรมี มาอ่านกันดีกว่าครับ


      คนที่ตั้งใจฝึกเพาะกาย สายดัมบ์เบลและ บาร์เบล จะพบว่า  ท่าสารพัดท่า ในการเพาะกาย จะมีการใช้ม้านั่งเพาะกาย ประกอบ หรือ สนับสนุนอยู่จำนวนมาก เช่น การนั่งยกน้ำหนัก ออกกำลังกาย กล้ามเนื้อส่วนไบเซ็ป ไตรเซ็ป หลัง หน้าท้อง กระทั่ง หน้าอก เราก็ใช้ ม้านั่ง เพาะกาย กันทั้งนั้น ดังในรูป




        ม้านั่งเพาะกาย แบบทั่วๆ ไป

                   
ม้านั่งแบบปรับได้


             ผมจึงขอแนะนำครับ หากอุปกรณ์ตัวต่อไปยังนึกไม่ออก ก็นี่ล่ะครับ Bodybuilding Bench ครับ เนื่องจากใช้เนื้อที่น้อย ติดตั้งไม่ต้องใช้ความรู้อะไรมาก ซื้อมาวางในพื้นที่ว่างๆ ในบ้าน ก็เหมือนไปยิมจริงๆ แล้วครับ ว่าไหม

สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)

 
       

Sunday, April 21, 2013

หากต้องการความยืดหยุ่น ที่มิใช่เพียงภายนอก ต้องนี่เลยครับ แกว่งแขน

สวัสดีครับ

  นักเพาะกายที่รัก การเพาะกายจะมีผลลัำพธ์ที่ดีเราต้องมีการ ยืดเส้น ยืดกล้ามเนื้อก่อนเล่น และหลังเล่นต้อง CooL Down อีกด้วย อ้อ ก่อนเล่น ก็ต้อง Warm up ด้วยนะครับ

   ในสไตล์การเล่นของผม ผมจะถือว่าเวลาการเพาะกายเป็นเวลาสำคัญ จะไม่ทำแบบเล่นๆ ต้องตั้งใจ แต่คงไม่ถึงขนาด หน้านิ่วคิ้วขมวด นะครับ แต่จริงจังในการเล่น โดย ขณะนี้ผมก็ยังนำการออกกำลังกายแบบจีน มาร่วมออกกำลังไปด้วยคือเรื่องของ การแกว่งแขน

    การแกว่งแขนนี่ ต่อไปจะดังกว่านี้ เพราะว่า ขณะนี้ภาครัฐก็มีโฆษณา ออกมาแล้ว ที่เป็นนางผีเสื้อสมุทร จับคนอ้วนไปกิน จำกันได้ไหม ก็รณรงค์ให้ เดินเร็ว กับแกว่งแขน พอดี นายคนนั้นแกว่งแขนจนผอมสามารถรอดออกมาจากกรงขังได้ เลยรอดตัวไป ผมว่าหลายท่านน่าจะเห็นกันแล้ว

      การแกว่งแขนต้องมีอะไรดีๆ แน่ๆ เพราะที่ประเทศจีน เมืองที่มี มวยจีนสำหรับการออกกำลังกายมากมายหลายประเภท เขายังนิยมการแกว่งแขนกันนะครับ ตามตำนานเล่าว่า เป็นวิธีออกกำลังกายของท่านตักม้อ ผู้ไปก่อตั้งวัดเส้าหลินนั่นเอง ทำแล้วจะทำให้สุขภาพดี และ อาจทำให้หายจากโรคร้ายได้นานาชนิดได้ อันนี้ลองไปต่อยอดค้นหากันเอาเองครับ

     การแกว่งแขนผมได้ลองมากับตัว พบว่า มีผลจริงครับ โดยเฉพาะคนอ้วนๆ อย่างผม ที่ตื่นนอนไม่ค่อยจะรู้สึกอิ่ม เพราะฝันเก่ง ทำให้นอนหลับไม่สนิท ตัวผมเอง เมื่อมาแกว่งแขนพบเลยว่า เลือดลมเดินดีมาก และเริ่มหลับสบายขึ้นเรื่อยๆ  ทำไมเป็นแบบนั้น

     การแกว่งแขนสอดคล้องกับทฤษฎีแพทย์จีนที่ว่า เมื่อเราเจ็บป่วย บริเวณใด นั่นแปลว่า มีการคั่งของพลังชี่ ที่บริเวณนั้น ทำให้เกิดการติดขัด ประมาณว่า พลังงานลบ ออกไม่ได้ บวกก็เข้าไม่ได้ เลยป่วย ทีนี้ การแกว่งแขนนี่นะครับ มันคือการขยับแขนทั้งท่อน ยืนทำ ต้องออกแรงทั้งตัว การแกว่งแขนที่ถูกต้องทำอย่างไร ลองหาในอาจารย์ google ครับ  พอแกว่ง เลือดลมมันก็ต้องเดิน ก็แกว่งเสียขนาดนั้น จริงๆ ไม่ได้แกว่งแรงอะไร เลือดมันก็ต้องเดิน  พอเลือดมันเดิน เพราะการแกว่งแขน มันก็ไปดัน พวกที่อุดตัน พลังชี่ลบก็จะเคลื่อนตัวออก เกิดพลังชีบวกไปแทนที่ และหมุนเวียน สุขภาพก็กลับคืนดีแน่นอน

     ในทัศนะของผม มันคือการออกกำลังกาย ที่พร้อมสำหรับคนมีวาสนาทุกท่าน เพราะอะไร เพียงท่านมีบริเวณ ประมาณ พื้นที่ ข้างเตียงไม่ต้องมาก ท่านก็ทำได้แล้ว แต่มีกฎเหล็ก ว่า

            "ห้ามทำในห้องอับลมเด็ดขาด"

     เพราะเรากำลังพูดถึงแกว่งแขนแล้วพลังชี่เดิน มันไปเอาพลังมาจากอากาศด้วยครับ หาก ไม่มีอากาศถ่ายเท พาลจะทำแล้ว อาการทรุดกว่าเดิมแน่ๆ ครับ

     ถามว่าหากจำเป็นต้องออกกำลังแกว่งแขนในห้องทำอย่างไร ก็ต้องทำให้ มีทางลมเข้าและทางลมออก ทางลม เข้า-ออก คืออะไร

     ผมขอนิยามว่า ต้อง อย่างน้อย เยื้องๆ กัน ห้ามอยู่ด้านเดียวกันครับ เช่น ประตูอยู่ทิศเหนือ หน้าต่างหรือประตูหลังย่อมอยู่ทิศใต้ เราต้องเปิด ทั้งสองทิศ น่ัะเอง สาวๆ อยู่ตามคอนโด หรือ กระทั่งหนุ่มๆ ก็ควรจะ ระวังประตูหน้านะครับ อย่าไปเปิดอ้า เพราะโจรจะถือโอกาสเข้าห้องได้  ต้องมี สายล็อค หรือสายคล้องๆไว้เสมอ ใครไม่มีให้ไปซื้อมามาติดตั้ง แล้วค่อยแง้มประตูให้ลมเข้าเท่าที่ทำได้ หาอะไรไปกันไว้ก็ได้ แต่ต้องคล้องสายคล้องไว้นะครับ

     ที่สำคัญสำหรับคนอยู่ที่คอนโด ควรเปิดแง้มประตูพร้อมสายคล้อง กันคนเปิดเข้ามา ไว้สัก 1-2 ชั่วโมงล่วงหน้า ก่อนการแกว่งแขนเพื่อไล่อากาศเดิม เมื่อคืน หรือ ก่อนหน้านี้ ออกไปจากห้องให้มากที่สุด ทำให้เนื้อที่ภายในเต็มไปด้วยอากาศใหม่ๆ มันจะคล้ายๆ เอาน้ำดีไล่น้ำเสีย ครับ ทำให้เวลาเราเริ่มแกว่งแขน มันจะมีอากาศใหม่ๆ ดีๆ มากพอ ที่จะให้เราสูด ตลอดการแกว่งแขนได้ไม่ขาด ขณะที่ลมใหม่ๆ ที่เข้ามาจะประตูหน้าต่าง ทิศใดก็ตามมันจะเติมเข้ามาเรื่อยๆ พร้อมไล่อากาศเสียที่เราหายใจออกออกไปจากห้อง

     หลังการแกว่งแขนหากมีเวลาก็ควรแง้มประตูให้ลมไหลได้ ไปอีกสัก 1 ชั่วโมง เพราะจะได้ไล่อากาศเสียออกไปหมด พร้อมๆ กับกลิ่นกายจากการออกกำลังของเราครับห้องจะได้ไม่อับ

     อ้อการแก้ปัญหาห้องคอนโดอับไม่ยากครับ เปิดประตูหลัง หน้าต่างให้กว้าง แล้วดึงม่านขึ้นให้แสงอาทิตย์ตลอดวันสาดถึง กลับมากลิ่นก็ยอมแพ้หมดครับ

      การแกว่งแขนควรทำให้ได้ อย่างน้อย 300 ครั้งสำหรับคนที่ ไม่ไหวจริงๆ หากจำเป็นก็ลองปรึกษาแพทย์ก่อน แต่วันแรกเริ่มจาก 50 ครั้ง ไป 100  ไต่ไปเรื่อยๆ ครับ สัก 4-5 วัน ค่อย 300 ครั้ง สำหรับคนที่มีกำลังวังชา แต่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ให้ค่อยๆ พัฒนาจำนวนครั้งไปเรื่อยๆ จนทำให้ได้ 30-40 นาที ครับ ที่ผมอ่านมา มีทำกันประมาณ 2000 ครั้ง ต่อวันนะครับ สัปดาห์ละ 3-4 วัน พอ

     การแกว่งแขนผมว่าไม่ต่างอะไรกับการเดินเร็วครับ และมันช่วยเรื่องความยืดหยุ่นสำหรับกีฬาเพาะกายได้ดีมาก แต่ไม่แนะนำให้ทำพร้อมกันในเวลาเพาะกาย หากเป็นแกว่งแขนเย็น เพาะกายเช้า หรือ ทำสลับวันต่อวันแบบนี้โอเคครับ เพราะเห็นว่าแกว่งแขนนี่ล่ะ เหนื่อยอย่าบอกใคร :0)

ลองนำไปทำกันดู

สวัสดีครับ
คุณบอลล์ :0)

     

Saturday, April 20, 2013

ยอดเข้าชมทะลุ 6 หมื่น ขอบคุณครับ และบทความใหม่ เมื่อนักเพาะกายป่วย

สวัสดีครับ

    วันนี้นับว่าเป็นโอกาสดีที่ผมได้พบว่า ยอดการเข้าชม บล็อกของผม มียอดทะลุ 60,000 ครั้ง เป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ กับระยะเวลาในการก่อตั้งยังไม่ครบ 2 ปีเสียด้วยซ้ำๆ นับว่า เป็นสิ่งที่สร้างกำลังใจให้กับ นักเขียน นักเพาะกายสมัครเล่นอย่างผมได้ไม่น้อย ก็จะขอใช้ยอดการชมนี้ สร้างสรรค์งานเขียนบทความด้าน การเพาะกาย การดูแลสุขภาพ ต่อไปครับ ขอบคุณทุกท่านมากๆ ครับ

    วันนี้จะขอเขียนเรื่อง เมื่อเวลานักเพาะกายป่วย เขาต้องทำอย่างไรบ้าง นักเพา้ะกาย ไม่ใช่ยอดมนุษย์ผู้ไม่มีทางเจ็บป่วยนะครับ เราสามารถเจ็บป่วยได้ครับ

    เริ่มจากวิธีคิดกันก่อน สำหรับแนวทางของผมนั้น เมื่อเราเจ็บป่วย เราควรหยุดการฝึกทันทีครับ ไม่ควรฝืนเด็ดขาด ทำไม?

    การที่เราเจ็บป่วย อาจมีการเกิดมาจาก ภายใน และ ภายนอก เช่น ภายในก็จากเชื้อไข้ที่เราได้รับมา และทำให้เราเกิดการเจ็บไข้ได้ป่วย ร่างกายอาจต้องการ การพักผ่อน เพื่อต่อสู้กับโรค และ เพื่อฟื้นฟูร่างกาย สำหรับภายนอก ก็อาจเกิดจาก การลำบากตรากตรำ ร่างกายไม่ได้พักผ่อน ทำให้ร่างกายเกิดอาการไข้ เพื่อนำพาให้ระบบทั้งระบบ ได้หยุดลง ช้าลงเพื่อ พักผ่อน สิ่งภายนอก ที่ว่านี้ อาจจะมาจากการฝึกของตัวเราเองด้วย

    ในวงการเพาะกาย บางคนอาจจะอ่านพบเรื่อง มีคนอยู่ 3 แบบที่ เพาะกายแล้วได้ผลแตกต่างกัน แบบแรงต้องพยายามมาก ทั้งๆ ที่โปรแกรมฝึกดี อาหารถูกต้อง ท่าฝึกผ่าน แต่กล้ามไม่มาง่ายๆ คนอีกแบบกลางๆ หากได้การฝึกดี ก็จะเริ่มเห็นผลของการฝึก กับแบบสุดท้ายที่เหมือน มีโครงสร้างทางธรรมชาติที่ตอบสนองต่อการเพาะกายได้ ดีเยี่ยม คือ ฝึกไม่เท่าไร ก็ได้ผลดีเยี่ยม

     จากคนทั้ง 3 แบบ ที่ว่า ผมก็คิดต่อว่า มันก็เป็นไปได้ที่จะมี คนที่ฝึกเพาะกายแล้ว ไม่เคยป่วยเคยไข้ แต่ขณะเดียวกัน อีกคนนิดๆ หน่อย ก็เจ็บก็ป่วย แบบนี้เราจึง ไม่ควรแนะนำใครก็ตามว่า หากฝึกแบบนี้เจ็บแล้วต้องซ้ำ มันไม่ใช่สูตรสำเร็จนะครับ เราควรคิดกันว่า เมื่อเจ็บป่วยแล้ว เราควรชะลอการเพาะกายลง หรือ ไม่ก็หยุดสักระยะ จะดีกว่า

     วิธีที่ผมใช้เมื่อป่วยไข้ ผมจะหยุดเป็นระยะๆ ดังนี้ครับ

ระยะต้น เพื่อรอดูอาการ เมื่อคุณแน่ใจแล้วว่า ป่วย คุณควรรอดูอาการ สัก 3 วัน ในระหว่างนี้ใ้ห้ยกเลิกการฝึกทั้งหมดในทันที ดื่มน้ำส้ม ทานยา ไปตามอาการ ดื่มน้ำมากๆ และเริ่ม ปรับพฤติกรรมการนอน ในนอนหัวค่ำ นอนให้มากขึ้น

    พ้น 3 วันเห็นว่าอาการดีขึ้น ทดลองยกน้ำหนักได้ แต่ให้น้อยกว่า ปกติ คือ เหลือเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น
หากวันต่อมาเกิดอาการป่วยกลับมา ไม่หาย ให้เลิกการฝึกทันที

ระยะกลาง คือ ระยะที่พบแล้วว่า 3 วันไม่หายป่วย และ พอฝึกก็ยังไม่หาย ให้จัดเต็มครับ ระยะนี้ ต่ออีก 4-5 วัน ยกเลิกการฝึกทุกอย่าง ดูแลตัวเองไปครับ

ระยะยาว คือ หลัง 7 วัน ยังมีอาการอ่อนเพลียยังไม่หาย แนะนำให้ หาหมอก่อนเลย ตรวจให้ชัวร์ว่า เป็นเพียงไข้หวัด จากนั้น ก็ให้พักยาว อีก 1 สัปดาห์ หรือจนกว่า พละกำลังจะกลับคืนมา แล้วค่อย ตัดสินใจลงมือฝึก

   ผมทำตามแนวทางนี้มาตลอด กับสภาพร่างกายของคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ ที่เล่นเหวตเป็นปี โดยไม่มีอาการเจ็บหนัก ทั้งจาก กระดูก กล้ามเนื้อเอ็น หรือ อะไรเลย เพราะหลักการนี้ ทำให้เรารู้จักอดทน ในการรอ ทำให้เราได้พักเต็มที่ ไม่ตึงไป ไม่หย่อนไป กล้ามเ้นื้อมันไม่หายไปไหนหรอกครับ ตามจริงแล้ว มีบางโปรแกรมฝึกด้วยซ้ำ ที่แนะให้ เราหยุดเลย 2 สัปดาห์ โดยไม่แตะน้ำหนักเลย เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมตัวเอง บางตำราให้หยุดไปเลย เป็นเดือน ดังนั้น การที่เราป่วยแล้วหยุด ราวๆ 2-3 สัปดาห์ รับรองไม่มีผลต่อการฝึกครับ

    ทว่า ในทางตรงข้ามหากคุณเจ็บป่วยแล้วไปฝึก อาจมีอันตรายได้ หากร่างกายเกิดอาการช็อค ดังนั้นจงจำไว้ว่า ป่วยก็พัก ครับผม

    กรณีศึกษา/คำเตือน: นานมาแล้วเพื่อนผมคนหนึ่ง มีอาการท้องเสีย เขาเป็นอยู่หลายวัน ถ่ายท้องหลายครั้งใน แต่ละวัน ด้วยความคึก ทำให้หลังหายจากอาการท้องเสียเพียงวันเดียว เขาก็กลับไปเพาะกาย ปรากฎว่า มีอาการหน้ามืด กลับมาที่พัก หน้าซีดขาวเหมือนหายใจไม่ทัน เพื่อนรีบพาไปโรงพยาบาลพบว่า เขาขาดเกลือแร่รุนแรง เมื่อไม่ออกกำลังกายที่ออกแรงมาก จึงช็อค ดีที่ไม่เป็นอะไรมากครับ ดังนั้นต้องระวังด้วยนะครับ


Friday, April 19, 2013

การตั้งเป้าหมายในการฝึก สำคัญพอๆ กับการวางโปรแกรมฝึกเพาะกาย

สวัสดีครับ ผู้รักสุขภาพทุกท่าน

      ปลายสงกรานต์จนถึงวันนี้ ผมดันเป็นไข้ อยากเพาะกายก็ยังทำไม่ไหว ออกอาการคันไม้คันมือจริงๆ อยากจะกลับไป เพาะกายเร็วๆ ครับ วันนี้ขอเอาแนวคิดเบาๆ มาคุยกัน ก็คือ สิ่งที่นักเพาะกาย มือใหม่ กระทั่ง มือกลางเก่ากลางใหม่ ตลอดจนมือเก่าลายคราม ชอบลืม ก็คือ การวางเป้าหมายในการฝึกครับ

      ผมมีความเชื่อว่า การเพาะกาย คือการพาบุคคลหนึ่ง ก้าวล้ำ ในเรื่องกายและจิตใจ มากกว่าคนทั่วไป และการจะเป็นแบบนั้นได้ ต้องมี วินัย การจะมี วินัย แล้ว วินัยนั้น สร้างสรรค์ มิใช่ ทำลายตัวเอง ย่อมต้องมี เป้าหมาย ครับ เพราะ วินัยนั้นคิดด้วยตัวของมันเองไม่ได้ แต่เป็นเรา ที่จะใช้ วินัย ให้ เป็นไปในทิศทางไหน คำถามคือ เราจะเลือกมีวินัย แล้วเจริญขึ้น หรือ มีวินัยแล้ว ไม่ได้อะไรเลย

     การทำงานแบบมีวินัยนั้น ต้องมี ตัว สติปัญญาของเรา ร่วมทำงานไปด้วย โดย ผ่านทาง การวางเป้าหมาย จากประสบการณ์การทำงานของผม ขอแจกแจงย่อๆ ของเส้นทางเดิน ไปยังเป้าหมายดังนี้



     1.เริ่มจาก เป้าหมาย วางเป้าหมายไว้ครับว่า ประมาณ 3-5 ปี จากนี้ เราต้องการอะไร
           สำหรับในที่นี้ คือ การเพาะกายของคุณ เป้าหมาย ตัวอย่างก็เช่น

         -มีกล้ามเนื้อทุกส่วนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเทียบได้จากรูป Before และ After
         -กรณีคนอ้วนน้ำหนักมาก อาจจะระบุว่า น้ำหนักจะลดลง 30 กิโลกรัม /คนผอมก็อาจจะเพิ่มน้ำ
           หนักตัวจากกล้ามเนื้อสัก 10 กิโลกรัม
         -สุขภาพแข็งแรงยอดเยี่ยม มีความคล่องตัว คล่องแคล่วในการดำเนินชีวิต
         -ยกน้ำหนักที่ 3 Sets เซ็ตละ 12 Reps ได้ที่น้ำหนัก .......กิโลกรัม ได้อย่างสบาย

    2. เริ่มโดยการ นำเป้าหมายข้างต้น มาแตก ออกเป็นรายปี เช่น เป้าหมายของคุณตั้งไว้ 3 ปี ให้คุณเขียน วัตถุประสงค์ ออกมาเพื่อเป็นการทำงาน รายปี ดังนี้

    วัตถุประสงค์ ประจำปีแรก

             -เล่นกล้ามให้ครอบคลุม ทุกส่วนของร่างกาย ให้ได้ประจำทุกสัปดาห์ ให้ได้ใน 2-3 เดือน
             -คนอ้วน น้ำหนักตัวลดลงหลังเล่นกล้าม ในปีแรกต้องทำให้ได้ 10 กิโลกรัม/คนผอมต้องสร้าง
                 กล้ามเนื้อให้เพิ่มขึ้นให้ได้ 3 กิโลกรัม
             -ออกกำลังกาย แนวแอโรบิกเสริม อย่างน้อย 1 กิจกรรม เช่น เดินเร็ว แกว่งแขน ว่ายน้ำเป็นต้น
             -ยกน้ำหนัก ที่ 3 sets เซ็ตละ 12 Reps ได้ที่น้ำหนัก 20 กิโลกรัม ได้อย่างสบาย

    จากวัตถุประสงค์ข้างต้น จะเห็นว่า เป็นการ หารเอาเป้าหมาย ให้เป็นจำนวนที่ย่อยๆ ลงมา จะเรียกว่า วัตถุประสงค์ ก็คือ เป้าหมายเป็นรายปี นั่นเอง คือเราซอย งานใหญ่ลงมาเป็นงานเล็กนั่นล่ะครับ

    3. ทุกปี ก่อนจะเริ่มปีใหม่ ให้เราประเมินด้วยว่า ทำได้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ หากใกล้จะหมดปียังไม่ได้ ก็ต้องทำให้ได้ เพื่อประกันว่า ครบ เป้าหมาย 3-5 ปีที่ตั้งไว้ เราต้องเคลื่อนไปทางบวก คือดีกว่าเก่า ไม่ใช่เท่าเดิม หรือ ถอยหลัง จะเห็นว่า เป็นระบบความคิด ที่เข้าใจได้ไม่ยากครับ


    4. ประเมินแล้วยังต้องให้ความสำคัญกับ จุดอ่อน ที่เรามีในปีก่อน แล้วนำมาปรับไม่ให้ผิดซ้ำในปีใหม่ ทำให้ ทุกปีเราจะดีขึ้นจริงๆ เป้าหมายสำเร็จได้แน่

   5. หากทำได้ครบ ตามกระบวนการ เราจะได้กล้ามเนื้อ ที่ต้องการ ชีวิตใหม่อย่างแน่นอน ต้องมีความเชื่อมั่นครับ

โดยสรุปคือ แค่พุ่งชนไม่ได้ครับ ต้อง มีสติ ปัญญา ควบคุม และใส่ใจ กับสิ่งที่เราทำด้วยจึงจะทำสำเร็จตามแนวคำสอนของพระพุทธองค์  ที่ว่าด้วยเรื่อง ธรรมะแห่งความสำเร็จ คือ

              1. ฉันทะ รักสมัครใจทำ
              2. วิริยะ ขยันหมั่นทำ เอาจริง
              3. จิตใจ มีจิตมุ่งในสิ่งนั้น ผมคิดเองว่า ต้องใส่ใจครับ ทำแบบใส่ใจ ไม่ขอไปที
              4. วิมังสา มีการใคร่ครวญทบทวน พิจารณา ผิดแก้ ดีเสริม มองกว้าง มองลึก

   หากทำได้ ทำสิ่งใดล้วนประสบความสำเร็จครับ


สวัสดี
คุณบอลล์ :0)
             

Wednesday, April 17, 2013

ปรัชญาตะวันออก กับ แนวคิดต่อการเพาะกาย ทำได้ไหม?


สวัสดีครับ
_________________________________________________________
หมายเหตุ: อนุญาตให้โรงยิม สถานเพาะกาย ครูฝึก นักเพาะกาย โรงฝึกเพาะกาย 
                 นำบทความนี้ไปใช้ได้ทั่วประเทศเพื่อสร้างสิ่งดีๆ ให้กับวงการเพาะกาย 
----------------------------------------------------------------------------

       ทำไมผมถึงมาเขียนเรื่อง วิธีคิด ปรัชญา แรงบันดาลใจ รวมทั้งเรื่องของการ พัฒนาปรับปรุงตัวเอง ให้พวกเราได้อ่านกัน ทั้งๆ นี่มันบล็อก ทางการ การเพาะกาย ไม่ใช่หรือ?

       ผมเชื่อว่านักเพาะกายและแฟนผู้สนใจ ในบล็อกของผมคงสงสัยกันมาระยะหนึ่ง วันนี้ขอเฉลยครับ ว่า ผมเป็นคนไทยคนหนึ่ง ที่เกิดมากับการ เคารพนบไหว้ ผู้ใหญ่ ศรัทธาใน ชาติ ศาสนา และ สถาบันกษัตริย์ ซึมซับวัฒนธรรม ของการ แสดงมุฑิตาจิต มีจิตปรารถนาดีต่อผู้มีพระคุณ  ยังได้เติบโตมาจากบรรยากาศที่ มีปรัชญาทางศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม และ พราห์ม หล่อเลี้ยงมาตั้งแต่เล็กๆ (แท้จริงแล้ว พวกเราทุกคนก็เหมือนกันนั่นล่ัะครับ เพียงแต่คุณจะได้สังเกตุมันหรือเปล่า)

       ผมจึงค่อยๆ ตกผลึกความคิดว่า คนเราทำอะไร ต้องมีสิ่งยึดเหนี่ยว มีแก่นสาร จึงจะเป็นคนเต็มคนได้ และในแก่นสารที่ว่านั้น ปรัชญา วิธีคิืด คือสิ่ง ที่เราจับมาใช้งานได้ง่ายที่สุด เีพียงคิดได้ ก็เสร็จแล้ว
จริงไหมครับ

        นั่นคือสาเหตุว่า ทำไม ในบทความตั้งแต่ปีแรกๆ ผมเน้นให้ ก่อนเพาะกาย ควรจะ

    1.วอร์ม 2.ยืดเส้น และ 3. ให้ไหว้ครูก่อน เล่น

       ผมกล้าบอกว่า ผมคือบล็อกเกอร์ ด้านเพาะกาย คนแรกของไทย หรือ อาจจะของโลก ที่ระบุ ชัดๆ ไว้เลยในบล็อกว่า ให้ไหว้ครูก่อน เล่นเพาะกาย เพราะ ฝรั่งมันบอกว่า กีฬาเพาะกาย เป็นกีฬาของเทพเจ้า ดังนี้แล้ว จะมาเล่นพร่ำเพรื่อ โดยไม่ระบุ ไม่นับถือไม่ได้ครับ และวัฒนธรรมไทยเรา การไหว้ครู ถือว่า เป็นการแสดงความกตัญญู กตเวที อีกด้วย

        อ้างอิง บทความที่ว่านี้ เชิญอ่าน ผมไหว้ครู ก่อนการเพาะกาย ทำไม?

      ข้อต่อมา ผมอยากวางรากฐานใหม่ ให้กับ การเพาะกายในประเทศไทย ที่จะเป็นผู้นำทางความคิดใหม่ๆ ให้กับกีฬาทั่วโลก เอาง่ายๆ คือมีฝันว่า กีฬาทุกประเภทควรมีการไหว้ครูก่อนเล่นครับผม

      ข้อต่อมา การเพาะกาย ซามูไร คาราเต้ มวยไทย หรืออะไรที่คล้ายๆ กัน เขาจะให้ความสำคัญกับ แนวคิด ปรัชญา ในการต่อสู้ ที่เน้นไปในทางสันติ สร้างสันติภาพ สร้างตัวตน สร้างการรู้จักตัวเอง มีวิธีคิด เป็นขั้นเป็นตอน อาจารย์ นอกจากจะสอนการต่อสู้ ยังสอนเรื่อง การครองตน การมีความอดทน อดกลั้น และคุณธรรมอื่นๆ ให้ลูกศิษย์

      ฝรั่งหรือคนจากภูมิภาคไกลจากเอเชียใต้ เอเชียตะวันออก จะชื่นชมแนวคิดดังกล่าวมาก เราจึงเห็นคนต่างชาติ หน้าแปลกๆ มาฝึกวิชา มวยไทย คาราเต้ ยูโด กันมากในภูมิภาคนี้ เขาไม่ได้มาหัดแ่ค่การเตะต่อย แต่เขามาซึมซับ ภูมิปัญญาทั้งหมดของเราต่างหาก หนึ่งในนั้นคือ ปรัชญาของตัววิชาครับ

      คำถามของผมคือ เป็นไปได้ไหม ที่เรา จะค่อยๆ สร้างปรัชญาการเพาะกาย แบบไทยๆ ขึ้น จนเราสามารถ สร้าง การเพาะกาย แบบ สยาม สไตล์ ขึ้นมาได้ อาจจะเรียกว่า Thai Bodybuilding - Siam Style 
อะไรประมาณนี้ แนวคิดนี้ ผมไม่หวงนะครับ ให้มีกำลัง ทำได้ทำไปก่อนเลย ผมว่าหากเราสร้างองค์ความรู้ใหม่ตรงนี้ได้ มันจะนำสิ่งๆ ดีๆ มาสู่ชื่อเสียงของประเทศเรา ครับ

     เอาล่ะ สำหรับคนตัวเล็กๆ อย่างผม ก็ขอเขียนไปเรื่อยๆ สร้างแนวคิด ใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ เพื่อให้เรามีแนวคิดร่วมกัน ในฐานะนักเพาะกายครับ เอ้าเข้าเรื่องกันดีกว่า

     ขอตอบหัวข้อบทความก่อน    ตอบว่า ทำได้ครับ   วันนี้ เอาปรัชญาทางพุทธ ผ่านศีล 5 มาใช้กันเลย รับรองสอดรับกับการเพาะกายได้อย่างแนบสนิทครับผม

 ศีล 5 กับการเำพาะกาย

1. ไม่เบียดเบียนสัตว์

     เราสามารถมองได้ในแง่การฝึกเพาะกาย ต่อตัวเรา เช่น ไม่เบียดเบียนตนเอง โดยการฝึกหนักเกินไป ใช้น้ำหนัก อย่างไร้ความคิด ต่อผู้อื่น เช่น การแบ่งกันใช้ สำหรับอุปกรณ์ต่างๆ สำหรับผู้ให้บริการ ก็ต้องมีราคา ที่ยุติธรรม อุปกรณ์สะอาดมาก เพื่อไม่ให้นักเพาะกายต้องติดเชื้อ เป็นต้น
     หากมองในด้านมารยาท ก็ไม่ควรยกตนข่มท่าน ว่าตนกล้ามใหญ่ ซิกแพ็ค สวยเหลืั้อเกิน ดังนั้นวิธีการฝึกของตัวเองถูกต้องที่สุด อย่างนั้น อย่างนี้ เราเองฟังแล้วก็อย่าเบียดเีีบียนความคิดตัวเอง เชื่อเขาทันที ต้องรูจัก ค้นคว้าเองด้วย จงสร้างบรรยากาศของมิตรภาพ ของคนในวงการเดียวกัน ไว้เสมอ
   
      หากมองในแง่การครองตน เมื่อเรามีกำลังมากกว่าคนธรรมดา ก็อย่าได้ใช้กำลังข่มเหงคนอื่น หากใช้เพื่อปกป้องคนที่เรารัก ปกป้องคนดี มีเรื่องต้องหยิบจับ ก็อาสา โดยกำลังแรงของเรามีมากกว่า อย่านั่งเฉยๆ เลี้ยงกล้าม แต่ไม่ชอบออกแรง เป็นต้น

      หากมองในแง่การสงเคราะห์ ก็ควรแนะนำ ผู้ที่มีโอกาส ผู้ที่สุขภาพไม่ค่อยดี ให้ลองปรึกษาหมอ แล้วลองมาเพาะกายด้วยกัน เพื่อช่วยกันสร้างสุขภาพที่ดี ไม่รู้เรื่องใด ไม่แนะนำเรื่องนั้น แต่สอบถามผู้รู้ในวงการเพาะกาย ค่อยแนะนำผู้อื่น เป็นต้น
 

2. ไม่ลักทรัพย์

      อันแรกเลย ในฐานะคนเขียนบล็อก อย่าได้เอาแนวคิดใครเขาไปเขียนต่อ โดยไม่มีการอ้างอิง และไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง คือ Copy ไปทั้งดุ้น ควรมีการทำ ลิงค์ กลับมายังไซต์ต้นฉบับด้วย

      การเพาะกาย อาจมีการหยิบยืมหนังสือ ข้อมูลกัน ก็อย่าให้ต้องตามทวง ควรมีมารยาท คืนเขาตามที่นัดไว้ ของยืมไม่คืน คือ การขโมย อย่าได้คิดแต่ไปใช้อุปกรณ์ของเพื่อน บ่อยๆ เข้า ก็ไม่ต่างอะไรกับการไปลักเวลา การใช้งานของเขา ไปลักเวลาอายุการใช้งานของเขา

      การลอกท่าฝึกถือเป็นครูพักลักจำ มันคือ การลักทรัพย์แบบหนึ่ง จะดีกว่าไหม เข้าไปทักทายพูดคุย ขอให้เขาสอนดีๆ ได้เพื่อน ได้ครู ได้ออกกำลังถูกวิธี

      ใช้เวลาในอุปกรณ์ หรือ เครื่องออกกำลังกาย แต่พอดี อย่าจองถนน อยูคนเดียว ควรออกแบบโปรแกรมการฝึก ที่ดี แล้วยังต้อง แคร์ ใจนักเพาะกายคนอื่น ที่มายืนรอแล้วรออีก อีกด้วย

      เห็นครูคนไหนแนะนำใครอยู่ อย่าเข้าไปขัดคอ เขา เรียกว่า ลักเอาความเคารพ คืออยากให้คนที่ถูกสอนมานับถือตน แบบนี้เรียกว่า ยังไม่โต รอให้เขาสอนก่อน แล้วค่อย ไปแนะนำแนวทางของตน ที่บริเวณอื่นๆ


3.ไม่ประพฤติผิดในกาม

      ในโรงฝึกต้องให้เกีีียรติ เำำพศตรงข้าม หรือ กระทั่ง เพศเดียวกัน ต้องแยกแยะให้ออก ว่า การฝึกจะต้องละเว้นเรื่อง กามารมณ์

    ต้องระมัดระวังเมื่อเห็นใครมาฝึกเป็นคู่ ก็อย่าไปอวดดี แทรกแซง แนะนำโน่นนี่ โดยไม่สนใจอีกคน เอาใจเขามาใส่ใจเรา ทักทายพองาม ไม่พูดมาก ปล่อยให้คู่เขาดูแลกันเอง หากมีการแนะนำ ก็ต้องทำสำหรับทั้งสองคน อย่าได้ ไปแยกคู่เขา ไม่ใกล้ชิดเกินไป ต้องรักษาระยะห่างให้ได้ จะได้รับการเคารพนับถือจากคนในวงการ

    นอกโรงฝึกไม่ถือเอารูปร่างอันงดงาม กล้าแกร่ง จากการเพาะกาย เป็นเครื่องมือในการ สร้างสัมพันธ์ที่ผิด กับ ลูกเขา เมียใคร มีความรับผิดชอบ ไม่เป็นพวกเจ้าชู้ัยักษ์ (จีบและลวนลาม) เจ้าชู้ไก่แจ้(จีบดะ)
ง่ายๆ คือ กูมีเกีียรติ กูมีอาจารย์ ก็ไม่ทำ พอครับ

4. ไม่พูดเท็จ

    สิ่งไหนไม่รู้ บอกไม่รู้ แนะนำ ให้ถามคนที่รู้จริง เมื่อบอกสอนท่าเพาะกาย จงตั้งใจแนะนำให้ครบถ้วน อย่าได้อำความ อย่าได้จินตนาการคิดเอาเอง ว่า ทำท่านี้ ได้อย่างนั้น ผลลัพธ์อย่างนี้ หากไม่รู้จริงๆ แนะนำสิ่งใดผิด ให้รีบแก้ไข อย่าได้ละอาย เพราะการแนะนำผิด อาจสร้างอันตรายกับผู้ฝึก

    ไม่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง และอะไรอื่นๆ ทีพูดออกไปแล้วไม่ดี อย่าพูด

5. ละ้เว้นจากสิ่งมึนเมา

    ไม่ใช่แค่การงดดื่มสุรา ยาเมา บุหรี่ นักเพาะกายห้าม พวกนี้เด็ดขาดนะครับ แต่ยังเป็นเรื่องของ การฝึกแบบไม่บันยะบันยัง เล่นกล้ามหัวทิ่มทีเป็นชั่วโมง มีเว็บดีๆ บอกไว้แล้วว่า หัดเพียงวันละ 30 นาท ก็มีกล้ามสวยเป็นแชมป์ได้ แต่เรากลับเล่นทีละ ชั่วโมง 2 ชั่วโมง มันเกินความจำเป็นครับ อะไรที่ทำแล้วหยุดไม่ได้ ซึมกับมันนานๆ ก็คือ ความมัวเมา เ่ช่นกัน

     อีกอย่างที่คาดไม่ถึงคือ การค้นหาข้อมูลทุกวัน วันละนานๆ เรื่องเพาะกาย อ่านมันทั้งปี ไม่มีพัก แบบนี้ก็มัวเมาครับ ถามว่า หนักหัวใครไหม ไม่ครับ แต่หนัก เรื่องพลังชีวิตคุณน่ะ ผมเคยเล่าไว้ มีหมอเทพของจีน รักษาหายทุกโรค แต่ตัวเอง ตายแค่ 40 กว่า เพราะ มียาวิเศษ แต่ พลังชีวิต หรือ ชี่ ไม่เหลือแล้ว ก็ต้องตายครับ ตำนานเล่าว่า ท่านเล่นหมากรุกจีน ค่ำๆ ยันสว่างแทบทุกวัน ผมถามว่า ท่านที่มัวเมาเล่นเว็บ จะอะไรก็ตาม นอนไม่เป็นเวลา ท่านจะอายุยืนกว่าหมอ ท่านนี้ ผู้ซึ่งรู้จักการรักษาและดูแลตัวเองเลิศกว่าใครในโลกไหม?

 
ครับนี่เป็นแนวคิดของผม พบกันในบทความต่อไป :0)

คุณบอลล์ :0)